จะเป็นอย่างไรถ้าตับเสียไป 60%

เชื่อหรือไม่ว่า ในทุกๆ การกระทำ ทุกการกิน ทุกสิ่งที่เราทำในชีวิตประจำวัน กำลังทำให้ ตับเสื่อมสภาพ ลงเรื่อยๆ แล้วจะเป็นยังไง ถ้าวันหนึ่งตับของเราเสียหายไปเกินครึ่ง หรืออาจเสียหายไปกว่า 60% โดยปกติแล้วตับเปรียบเสมือนโรงงานขนาดใหญ่ ที่ทำหน้าที่หลากหลายมาก

ตับเสื่อมสภาพ

หน้าที่ของตับ : 8 กลไกสำคัญที่ทำให้ร่างกายทำงานได้ปกติ

ตับ (Liver) คืออวัยวะภายในที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและเปรียบเสมือน “โรงงานอุตสาหกรรม” ของร่างกาย หากตับทำงานผิดปกติจะส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ทันที มาดูกันว่า หน้าที่ของตับ ที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตมีอะไรบ้าง

1. การเผาผลาญและจัดเก็บพลังงาน (Metabolism & Storage)

ตับทำหน้าที่จัดการสารอาหารที่เรากินเข้าไปให้กลายเป็นพลังงานที่ร่างกายนำไปใช้ได้:

  • จัดการน้ำตาล: เปลี่ยนกลูโคสส่วนเกินให้เป็น ไกลโคเจน (Glycogen) เก็บสำรองไว้ และสลายออกมาเมื่อร่างกายต้องการพลังงานเร่งด่วน
  • จัดการไขมัน: เผาผลาญไขมันให้เป็นพลังงาน และสร้างคอเลสเตอรอลที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์และฮอร์โมน
  • สร้างโปรตีน: สังเคราะห์โปรตีนสำคัญ เช่น อัลบูมิน (Albumin) ที่ช่วยรักษาแรงดันในหลอดเลือด

2. ศูนย์บำบัดสารพิษ (Detoxification)

ตับทำหน้าที่เป็นฟิลเตอร์กรองสารอันตรายออกจากกระแสเลือด:

  • สลายแอลกอฮอล์และยา: เปลี่ยนสารเคมีให้เป็นรูปแบบที่ร่างกายขับออกได้ง่าย
  • เปลี่ยนแอมโมเนียเป็นยูเรีย: แอมโมเนียที่เกิดจากการย่อยโปรตีน (ซึ่งเป็นพิษต่อสมอง) จะถูกตับเปลี่ยนเป็น ยูเรีย (Urea) เพื่อขับออกทางปัสสาวะ
  • กำจัดเซลล์เสื่อมสภาพ: ร่วมกับม้ามในการทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ

3. การผลิตน้ำดีเพื่อการย่อยอาหาร (Bile Production)

ตับผลิต น้ำดี (Bile) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการ ย่อยไขมัน ในลำไส้เล็ก นอกจากนี้น้ำดียังเป็นช่องทางในการขับของเสีย เช่น บิลิรูบิน (Bilirubin) ออกจากร่างกายผ่านทางอุจจาระ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้อุจจาระมีสีน้ำตาล)

4. รักษาสมดุลระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด

ตับทำงานร่วมกับตับอ่อนเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ (Homeostasis):

  • หากน้ำตาลในเลือดต่ำ ตับจะเปลี่ยนไกลโคเจนกลับเป็นกลูโคส
  • หากน้ำตาลสูง ตับจะรับน้ำตาลมาเก็บไว้ หรือเปลี่ยนเป็นไขมันสะสม

5. การสร้างและควบคุมฮอร์โมน

ตับมีบทบาทในการปรับสมดุลฮอร์โมนหลายชนิด เช่น:

  • ทำลายฮอร์โมนที่มากเกินไป เช่น เอสโตรเจน และเทสโทสเทอโรน
  • ช่วยเปลี่ยนฮอร์โมนไทรอยด์ให้อยู่ในรูปที่ร่างกายนำไปใช้งานได้

6. ระบบภูมิคุ้มกัน (Immune Function)

ภายในตับมีเซลล์พิเศษที่ชื่อว่า คูปเฟอร์เซลล์ (Kupffer Cells) ซึ่งทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการดักจับและทำลายเชื้อโรค แบคทีเรีย หรือสิ่งแปลกปลอมที่หลุดมาจากระบบทางเดินอาหารก่อนจะเข้าสู่กระแสเลือดหลัก

7. ช่วยในการแข็งตัวของเลือด (Blood Clotting)

เมื่อเราเกิดบาดแผล ตับคือแหล่งผลิตโปรตีนที่สำคัญอย่าง โปรทรอมบิน (Prothrombin) และ ไฟบรินโนเจน (Fibrinogen) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวและหยุดไหล

8. คลังเก็บวิตามินและแร่ธาตุ

ตับเปรียบเสมือนตู้เสบียงที่เก็บสะสมสารอาหารสำคัญไว้ใช้ในยามขาดแคลน:

  • วิตามินที่ละลายในไขมัน: A, D, E, K และวิตามิน B12
  • แร่ธาตุ: ธาตุเหล็ก (Iron) และทองแดง (Copper)

เห็นได้ชัดเลยว่าถ้าวันหนึ่งตับเสื่อมสภาพทำงานได้ไม่ถึง 40% จะส่งผลให้  ตับมีปัญหา ระบบอื่นๆ รวนกันหมด และจะเริ่มแสดงอาการต่างๆ ออกมา ได้แก่ ตาเหลือง บวม มีน้ำในช่องท้อง ซึม สับสน เลือดออกตามร่างกาย อาเจียนเป็นเลือด และถ้ารุนแรงมาก ๆ ก็จะเสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่วัน สิ่งที่อันตรายมากที่สุดคือในช่วงแรกที่ตับเริ่มถูกทำลาย เราจะไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเรา ไม่มีการแสดงอาการใดๆ กว่าจะรู้ตัว ก็อาจเป็นวันที่เราไม่สามารถกู้คืนตับให้กลับมาดีได้อีก

Hepheka ยินดีและพร้อมให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพตับรายบุคคล ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ตามช่องทางที่ท่านสะดวกติดต่อสนง.ใหญ่ที่
เราใช้คุกกี้เพื่อประสบการณ์และการให้บริการที่ดีที่สุดในการใช้งานเว็บไซต์แก่ท่าน หากดำเนินการต่อหรือปิดข้อความนี้ลง แสดงว่าท่านได้ยอมรับ