ตื่นมาแต่งตัวแต่งหน้าพร้อมไปทำงาน แต่เช้าไปก็ ไม่สดชื่น ส่องกระจกอีกที เอ๊ะ! หน้าดูเทาๆ รองพื้นผิดเบอร์หรือเพราะเรามึนกันแน่ อาการแบบนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าตับทำงานไม่ดีก็เป็นได้

ส่องกระจกแล้วรู้ตัวว่าทารองพื้นผิดเบอร์ยังพอให้อภัยได้ แต่ถ้าเริ่มงงๆ คิดอะไรไม่ออก บวกกับรู้สึก ไม่สดชื่น เพลียอยู่ตลอดนั่นแปลว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณให้คุณรับรู้ถึงความไม่ชอบมาพากลของร่างกาย อาการเบลอๆ เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งการพักผ่อนไม่เพียงพอ พักผ่อนน้อย เครียด ร่างกายขาดน้ำ ทำให้เลือดข้นและไปเลี้ยงสมองไม่พอ และหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เบลอก็อาจมาจาก โรคตับ ก็เป็นได้ เพราะเมื่อตับมีอาการผิดปกติ ไม่สามารถขจัดสารพิษออกจากร่างกายได้อย่างที่ควรจะเป็น ก็ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดในตับไม่ดี ส่งผลให้ของเสียที่ไม่ผ่านการกรองของตับเกิดเป็นสารพิษออกมาปะปนในกระแสเลือดและมีผลกระทบต่อการทำงานของสมอง ถ้ารายที่รุนแรงก็อาจถึงขั้นพูดจาสับสน หรือหมดสติได้ แค่นี้ก็เห็นแล้วว่าการดูแลตับจึงเป็นเรื่องสำคัญมากแค่ไหน รีบดูแลและบำรุงให้ไว ก่อนจะลุกลามไปจนไม่อาจรักษาได้
เคล็ดลับดูแลตับง่าย ๆ ให้แข็งแรงอยู่เสมอ
1. เลือกกินอาหารที่ดีต่อตับ
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น ของทอด ของมัน อาหารฟาสต์ฟู้ด และอาหารแปรรูป เพราะทำให้ตับต้องทำงานหนักขึ้นในการย่อยและกำจัดไขมันส่วนเกิน ควรเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผักใบเขียว ผลไม้รสไม่หวานจัด ธัญพืชเต็มเมล็ด และโปรตีนไขมันต่ำอย่างปลา เต้าหู้ หรืออกไก่ เพื่อช่วยลดการสะสมไขมันในตับและฟื้นฟูเซลล์ตับให้แข็งแรง
2. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
น้ำคือหัวใจของระบบขับของเสียในร่างกาย การดื่มน้ำน้อยจะทำให้เลือดข้นขึ้น ส่งผลให้ตับกรองของเสียได้ยากขึ้น แนะนำให้ดื่มน้ำสะอาดวันละ 6–8 แก้ว หรือมากกว่านั้นหากออกกำลังกายหรืออยู่ในอากาศร้อน เพื่อช่วยให้ตับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. นอนหลับให้เพียงพอและตรงเวลา
ช่วงเวลาที่ร่างกายฟื้นฟูตับดีที่สุดคือระหว่าง 22.00 – 02.00 น. หากนอนดึกเกินไปจะทำให้ตับไม่มีเวลาซ่อมแซมตัวเอง พยายามเข้านอนให้ได้ทุกวันในเวลาใกล้เคียงกัน และนอนอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายและตับได้พักอย่างเต็มที่
4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้สารอาหารและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงตับได้ดีขึ้นยังช่วยลดไขมันส่วนเกินในร่างกายซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะไขมันพอกตับ แนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน อย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3–5 วัน
5. หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และยาโดยไม่จำเป็น
แอลกอฮอล์เป็นศัตรูตัวร้ายของตับ เพราะตับต้องทำหน้าที่ขจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เซลล์ตับอักเสบหรือถูกทำลายได้ เช่นเดียวกับการใช้ยาบางชนิดเกินขนาดหรือบ่อยครั้งเกินไป ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานทุกครั้ง
6. จัดการความเครียดและพักสมองบ้าง
ความเครียดสะสมจะส่งผลให้ฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล เพิ่มความดันโลหิต และทำให้ตับทำงานผิดจังหวะ ลองผ่อนคลายด้วยการฟังเพลง ทำสมาธิ ออกไปเดินเล่น หรือใช้เวลาทำสิ่งที่รักบ้าง เพื่อให้ร่างกายและตับได้พักจากความตึงเครียด
7. ตรวจสุขภาพและค่าตับเป็นประจำ
อย่ารอจนมีอาการผิดปกติแล้วค่อยตรวจ การตรวจเลือดเพื่อดูค่าการทำงานของตับ (AST, ALT) ปีละ 1 ครั้ง จะช่วยให้คุณรู้ทันก่อนเกิดปัญหา และสามารถปรับพฤติกรรมได้ทันเวลา
8. เสริมการบำรุงด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ
นอกจากการดูแลด้วยอาหารและการใช้ชีวิตแล้ว การบำรุงด้วยสารสกัดจากธรรมชาติที่ช่วยขับสารพิษและฟื้นฟูเซลล์ตับ จะช่วยเพิ่มพลังให้ตับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
หน้าเทายังล้างแล้วทาใหม่ได้ แต่เรื่องตับจะชะล่าใจไม่ดูแลไม่ได้ บำรุงตับด้วย เฮฟฟีก้า อาหารเสริมระดับพรีเมี่ยมจากเบลเยียมด้วยสารสกัดพรูนัสมูเม่ จากธรรมชาติ เพียงวันละ 1 เม็ด เป็นที่ยอมรับในระดับสากลและรับรองด้วยผลวิจัยทางการแพทย์ที่ช่วยปกป้องตับ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตับ ให้คุณกลับมาสดชื่น เคล็ดไม่ลับของสุขภาพดี

