โรคตับ (Liver disease) เกิดจากการที่ตับได้รับบาดเจ็บซ้ำๆ จนทำให้เกิดแผลเป็นที่ตับ หรือเรียกว่า พังผืดที่ตับ หากมีพังผืดที่ตับจำนวนมาก ก็จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของตับลดลงตามจำนวนพังผืดที่มี เพราะพังผืดคือเซลล์ที่ตายแล้ว ใช้การไม่ได้นั่นเอง ตับสำคัญต่อการดำรงชีวิตของเราเป็นอย่างยิ่งหรือเรียกได้ว่า หากตับไม่ทำงานเราก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ซึ่งหน้าที่ของตับมีมากมายหลายร้อยอย่าง ส่วนหน้าที่หลักๆ ของตับได้แก่ การแปลงสารอาหารให้เป็นพลังงานหล่อเลี้ยงร่างกาย ขับสารพิษออกจากร่างกาย ผลิตน้ำดีเพื่อย่อยไขมัน เป็นต้น หากรู้เช่นนี้แล้ว ถ้าเปรียบ ตับ เป็น หัวใจดวงที่ 2 ของร่างกายก็คงจะไม่เกินจริง เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำความรู้จักและรู้ทันโรคภัยต่างๆที่สามารถทำร้าย ตับ ของเราได้ เพื่อรักษาสุขภาพตับให้แข็งแรงอยู่ทำหน้าที่สำคัญต่างๆให้กับร่างกายของเราได้อย่างยาวนนานที่สุด

โรคตับที่พบบ่อยและมีความรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้นั้นมีอะไรบ้าง

โรคตับอักเสบ
โรคตับอักเสบ (Hepatitis) คือภาวะอักเสบที่เกิดขึ้นบริเวณตับ ซึ่งเกิดจากการที่เซลล์ตับบาดเจ็บหรือถูกทำลาย (เซลล์ตับแตก) สิ่งที่ยืนยันภาวะนี้ได้แม่นยำที่สุดคือการตรวจเลือดเพื่อดูค่าเอนไซม์ตับ เช่น ALT, AST และ GGT หากพบว่าสูงกว่าค่ามาตรฐาน แสดงว่าตับของคุณกำลังเผชิญกับภาวะอักเสบ
สาเหตุหลักของโรคตับที่พบได้บ่อย:
- ไวรัสตับอักเสบ: ทั้งชนิด เอ, บี, ซี, ดี และ อี
- พฤติกรรมการกิน: การบริโภคอาหารไขมันสูงและของหวานมากเกินไป
- แอลกอฮอล์: การดื่มสะสมเป็นเวลานาน
- ไขมันพอกตับ: ภัยเงียบจากระบบเผาผลาญ

ไขมันพอกตับ
คือ ภาวะที่ไขมันเข้าไปสะสมในเซลล์ตับ จนทำให้ตับเกิดการอักเสบและกลายเป็นพังผืดได้ในที่สุด ซึ่งหากไขมันเข้าไปสะสมมากกว่า 5-10% ของน้ำหนักตับ จะถือว่าเป็นไขมันพอกตับ
ไขมันพอกตับแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ตามสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค ดังนี้
- จากการดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol-related Fatty Liver Disease) ในปริมาณที่มากเกินไป จนทำให้เกิดไขมันสะสมในตับ
- ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ (Non-alcoholic Fatty Liver Disease) แต่เกิดจากพฤติกรรม เช่น ทานอาหารไขมันสูง ของทอด ของหวานเกินพอดี หรือ ขาดการออกกำลังกายให้เพียงพอกับปริมาณอาหารที่ได้รับเข้าสู่ร่างกาย รวมถึงความผิดปกติของระบบเผาผลาญ เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น

โรคตับโต
คือภาวะที่ตับมีขนาดใหญ่กว่าตับปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการ แน่นท้อง อ่อนเพลีย อาเจียน น้ำหนักลด เท้าบวม ขาบวม ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากโรคที่เกี่ยวกับโดยตรง เช่น ไวรัสตับอักเสบ ไขมันพอกตับ รวมถึงโรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็ง เป็นต้น
ตับแข็ง
เป็นโรคที่ส่งผลมาจาก การที่เนื้อเยื่อตับถูกทำลายสะสมต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน จนเกิดพังผืด ทำให้ความสามารถในการทำงานของตับลดลง อาจรุนแรงถึงขั้นหยุดการทำงานลงได้ หรือที่เรียกว่า ตับวายเฉียบพลัน ความน่ากลัวของโรคตับแข็ง คือ ไม่สามารถรักษาให้ขาดได้ แต่หากเป็นการรักษาแบบประคับประคองเพื่อชะลอการหยุดการทำงานของตับเท่านั้น ตับแข็ง เป็นโรคที่เสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนซึ่งเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้มาก เช่น ภาวะไตล้มเหลว ภาวะเลือดออกอย่างรุนแรง หรือตับวายได้ในที่สุด
มะเร็งตับ
เกิดขึ้นจากความผิดปกติของเซลล์บริเวณตับและพัฒนากลายเป็นเนื้อร้ายในที่สุด หรืออาจเกิดจากการลุกลามของมะเร็งตับบริเวณอื่นมาที่ตับได้เช่นกัน โรคตับทุกโรคที่ได้กล่าวมีสิ่งที่เหมือนกันคือ ระยะแรกมักไม่มีอาการใดๆ จนอาจทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่าเป็นโรคตับ รู้ตัวอีกอาการของโรคดำเนินมาถึงขั้นรุนแรงเกินเยียว แต่เราสามารถสังเกตสัญญาณเบื้องต้นของโรคตับได้ดังนี้
- อ่อนเพลีย
- นอนไม่หลับ หลับไม่สนิท
- ปวดท้องด้านขวา
- ท้องอืด แน่นท้อง
โรคตับ เป็นโรคที่เป็นแล้ว ยากต่อการรักษา เพราะ อาการของโรคจะแสดงออกให้ผู้ป่วยทราบว่าเป็นโรคตับ ก็มักลุกลามจนถึงขั้นที่รุนแรงแล้ว และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุด คือ กาป้องกันโดยการหมั่นสังเกตสัญญาณของโรคตับข้างต้นว่าเราเป็นหรือไม่ เพื่อการรักษาที่ทันถ้วงที หรือ อีก 1 ทางเลือกเพื่อสุขภาพสำหรับการป้องกันโรคตับด้วย พรูนัส มูเม่ สารสกัดจากธรรมชาติ ปลอดภัย ไม่มีสารเคมีตกค้าง ผสานเทคโนโลยีชั้นสูงจากเบลเยียม ในรูปแบบอาหารเสริมชนิดเม็ด ทานง่าย คุ้มค่า เพียงวันละ 1 เม็ด เหมาะกับการใช้ชีวิตที่เร่งรีบในสังคมปัจจุบัน หากคุณมีความเสี่ยงหรือมีสัญญาณเตือนจากโรคตับและต้องการป้องกันก่อนเป็นโรคตับร้ายแรง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคตับ
โรคตับคือภาวะที่ตับถูกทำร้ายหรือบาดเจ็บซ้ำ ๆ จนเกิดพังผืดในตับ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของตับลดลงตามความรุนแรงของพังผืดที่เกิดขึ้น หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาจลุกลามจนเกิดตับแข็งหรือมะเร็งตับได้
โรคตับในระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัดเจน ผู้ป่วยจำนวนมากจึงไม่ทราบว่าตนเองมีปัญหาเกี่ยวกับตับ อาการที่อาจพบได้ ได้แก่ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท แน่นท้อง ท้องอืด หรือปวดบริเวณชายโครงขวา
สามารถเป็นโรคตับได้ แม้จะไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากสาเหตุสำคัญในปัจจุบันคือไขมันพอกตับจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การขาดการออกกำลังกาย รวมถึงโรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ
ไขมันพอกตับคือภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ตับมากกว่าปกติ หากไขมันสะสมมากกว่า 5–10% ของน้ำหนักตับ อาจทำให้ตับอักเสบและเกิดพังผืดได้ แบ่งออกเป็นไขมันพอกตับที่เกิดจากแอลกอฮอล์ และไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์
ภาวะตับอักเสบสามารถประเมินได้จากการตรวจเลือดดูค่าเอนไซม์ตับ เช่น ALT, AST และ GGT หากค่าดังกล่าวสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน อาจบ่งบอกถึงการอักเสบหรือการบาดเจ็บของเซลล์ตับ
การรักษาโรคตับขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก เช่น ไขมันพอกตับหรือ ตับอักเสบระยะเริ่มต้น ยังสามารถฟื้นฟูการทำงานของตับได้ด้วยการปรับพฤติกรรมและดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม แต่หากลุกลามจนเป็นตับแข็งแล้ว จะไม่สามารถทำให้ตับกลับมาเป็นปกติได้
โดยทั่วไปควรตรวจสุขภาพและตรวจค่าตับอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือเคยมีประวัติค่าตับสูง
ควรไปพบแพทย์หากมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง แน่นท้อง ปวดบริเวณชายโครงขวา ตัวเหลือง ตาเหลือง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือผลตรวจเลือดพบค่าตับสูงต่อเนื่อง เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม
หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ได้ หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

