ค่าตับสูง ควรทําอย่างไร หลายคนตรวจเจอว่า ค่าตับสูง เกินเกณฑ์แล้วแต่ยังปล่อยชิลล์ได้ นานวันไปอาจจะไม่ชิลล์อย่างที่คิดแล้ว เพราะนั่นอาจเป็นสเต็ปแรกสู่การเป็นมะเร็งตับได้

.
ค่าตับปกติที่เวลาตรวจเลือดมาแล้วควรจะเป็นคือ AST อยู่ที่ 8 – 46 U/L ส่วนค่าปกติของ ALT คือ 30 U/L แต่ถ้ากลายเป็นว่าตรวจมาแล้วค่าเกินกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นหลักสิบหรือหลักร้อยก็เริ่มน่ากังวลแล้ว แต่ถ้าใครที่พุ่งทะยานไปสู่หลักพันก็เรียกได้ว่าน่ากลัวแล้วล่ะครับ เพราะนั่นหมายความว่าคุณก้าวขาเข้าสู่โรคตับอักเสบอย่างเต็มตัว
มาดูตัวอย่างค่าตับ ALT / AST ระดับไหนที่น่ากังวล ค่าระดับ (U/L)
- 10–30 อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- 31–40 ใกล้ค่าบนของเกณฑ์ อาจเริ่มมีการอักเสบเล็กน้อย
- 41–60 อาจมีการอักเสบของตับเล็กน้อยถึงปานกลาง
- 61–90 บ่งบอกว่าตับเริ่มมีปัญหา อาจเกิดจากตับอักเสบ ไขมันพอกตับ หรือแอลกอฮอล์
- 91–120 ตับอักเสบปานกลางถึงรุนแรง ควรตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม เช่น ไวรัสตับอักเสบ
- 121–150 ตับอักเสบรุนแรง อาจมีการทำลายเซลล์ตับอย่างต่อเนื่อง ควรพบแพทย์ทันที
นอกจากจะต้องหาทางให้ค่าตับลดลงกันแบบจ้าละหวั่นแล้ว ยังต้องระวังตัวว่าจะเสี่ยงต่อโรคตับอื่นๆในอนาคตด้วย เพราะเมื่อตับอักเสบแล้วจุดที่อักเสบจะแปรสภาพเป็นพังผืด สเต็ปที่ตามมาก็คือตับแข็งและมะเร็งตับนั่นเอง เรียกได้ว่าค่าตับที่คุณเห็น เป็นสิ่งที่ไม่ควรชะล่าใจแบบสุดๆเลยล่ะครับ
ถ้า ค่าตับสูง ควรทําอย่างไร ไม่ใช่แค่รอให้มันลดเอง แต่ต้องเริ่มดูแลและปรับพฤติกรรมทันที เพราะนั่นคือสัญญาณว่าตับกำลัง “ทำงานหนัก” หรือ “อักเสบ” อยู่แล้วครับ มาดูแนวทางดูแลแบบครบวงจร
1. หาสาเหตุที่แท้จริงก่อน
- ตรวจเพิ่มเติมกับแพทย์เพื่อดูว่าเกิดจากอะไร
- ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
- ไขมันพอกตับ
- ไวรัสตับอักเสบ (B หรือ C)
- การใช้ยาหรืออาหารเสริมบางชนิด
- โรคเบาหวาน หรือภาวะน้ำหนักเกิน
หากแพทย์ระบุสาเหตุได้ชัด จะสามารถวางแผนลดค่าตับและรักษาได้ถูกจุด
2. ปรับพฤติกรรมการกิน
- ลดของทอด ของมัน อาหารแปรรูป
- งดเหล้า เบียร์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
- กินผักผลไม้สดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของตับและระบบเผาผลาญ เช่น บร็อคโคลี ผักโขม กระเทียม
- ดื่มน้ำวันละ 6–8 แก้ว เพื่อช่วยให้ตับขับของเสียได้ดีขึ้น
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูงและคาร์โบไฮเดรตขัดสี เพราะจะกระตุ้นให้เกิดไขมันสะสมในตับ
3. ออกกำลังกายและพักผ่อน
- ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 วัน วันละ 30 นาที เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ
- พักผ่อนให้เพียงพอ 7–8 ชั่วโมง โดยเฉพาะช่วง ห้าทุ่มถึงตีสอง ซึ่งเป็นช่วงที่ตับฟื้นฟูตัวเองดีที่สุด
- หลีกเลี่ยงความเครียด เพราะความเครียดกระตุ้นฮอร์โมนคอร์ติซอล ทำให้ตับทำงานหนักและไขมันสะสมมากขึ้น
4. ตรวจสุขภาพและติดตามค่าตับ
- ตรวจเลือดซ้ำทุก 3–6 เดือน เพื่อดูแนวโน้มของค่า AST / ALT
- หากค่าตับยังสูงไม่ลด ควรตรวจอัลตราซาวด์ตับเพื่อดูภาวะไขมันพอกหรือพังผืด
ค่าตับสูงไม่ใช่เรื่องเล่นๆอีกต่อไป เพราะอาจหมายถึงอนาคตและชีวิตของคุณอีกด้วย ให้ #เฮฟฟีก้า ช่วยจัดการปัญหาตับ ลดการอักเสบ ลดค่าตับ คืนความแข็งแรงให้ร่างกายด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ #พรูนัสมูเม่ ที่มีงานวิจัยทางการแพทย์ว่าช่วยฟื้นฟูตับให้กลับมาสมดุลได้จริง เริ่มต้นดูแลตับเพื่อผลลัพธ์สุขภาพดีที่คุณควรมี

