ตับเสื่อมจากพฤติกรรม ดูแลเร็วช่วยลดความเสี่ยงโรคตับ

ตับเสื่อมจากพฤติกรรม ที่เราทำกันมาอย่างยาวนาน ยิ่งปล่อยเวลาให้ผ่านไปตับที่เคยฟิตเต็มร้อย ก็ค่อยๆเสื่อมโทรมและถดถอยลงไป ทำงานได้ไม่เต็มที่…รู้แบบนี้ก็อย่ารีรอ ต้องรีบหันมาดูแลแล้วนะครับ❗

ใครยังเคยชินกับพฤติกรรมอย่างการกินไม่ยั้ง นอนไม่พอ กำลังกายไม่ออก ติดหวาน ติดมัน ทำซ้ำๆวนไปเป็นเดือน เป็นปี ตับที่เคยทำงานได้ดี ทั้งขับของเสีย ผลิตพลังงาน เปลี่ยนแปลงสารอาหารให้ร่างกาย และอื่นๆอีกนับร้อย ก็เริ่มมีไขมันมาเกาะ หรือเซลล์ตับเกิดการอักเสบ พอตับเริ่มรวน ก็ทำงานไม่ปกติ แบบนี้โรคร้ายอย่าง ตับอักเสบ ตับแข็ง มะเร็งตับ ก็ยกโขยงมากันได้อย่างง่ายดายเลยล่ะครับ

ตับเสื่อมจากพฤติกรรมอาจเงียบจนไม่ทันสังเกต

สิ่งที่ทำให้ปัญหาตับถูกมองข้ามได้ง่าย คือในระยะแรกหลายคนแทบไม่มีอาการเลยครับ บางคนยังทำงาน ออกกำลังกาย หรือใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่เมื่อตรวจสุขภาพกลับพบว่ามีไขมันสะสมในตับ ค่าตับผิดปกติ หรือมีปัจจัยเสี่ยงบางอย่างอยู่แล้ว ดังนั้น จะดูแค่ว่า “ยังแข็งแรงดี ไม่เหนื่อย ไม่อ้วน” แล้วสรุปว่าตับไม่มีปัญหาอาจไม่ได้เสมอไปนะครับ การประเมินสุขภาพตับต้องดูหลายอย่างร่วมกัน ทั้งพฤติกรรม โรคประจำตัว ประวัติการดื่ม ยาที่ใช้ ความเสี่ยงไวรัสตับอักเสบ และผลตรวจต่าง ๆ

พฤติกรรมแบบไหนเพิ่มความเสี่ยงให้ตับ?

เรื่องที่พบได้บ่อยคือการได้รับพลังงานมากกว่าที่ร่างกายใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น ดื่มน้ำหวานเป็นประจำ กินอาหารพลังงานสูงบ่อย ไม่ค่อยเคลื่อนไหว และน้ำหนักเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะถ้ามีเบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ หรือรอบเอวมากร่วมด้วย ก็ยิ่งสัมพันธ์กับการเกิดไขมันสะสมในตับครับ แอลกอฮอล์ก็เป็นอีกปัจจัยที่สามารถทำให้เซลล์ตับเสียหายได้ โดยเฉพาะเมื่อดื่มมากหรือดื่มต่อเนื่อง นอกจากนี้ ปัญหาตับไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมเพียงอย่างเดียวนะครับ ไวรัสตับอักเสบบีและซีสามารถทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและเพิ่มความเสี่ยงต่อตับแข็งและมะเร็งตับได้ รวมถึงยา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์บางชนิดก็อาจทำให้ตับบาดเจ็บได้เช่นกัน

ความเสียหายของตับเกิดเป็นลำดับอย่างไร

เมื่อตับถูกทำร้ายซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน เซลล์ตับอาจเกิดการบาดเจ็บและการอักเสบ ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมบริเวณที่เสียหาย แต่หากต้นเหตุยังคงอยู่ กระบวนการซ่อมแซมที่เกิดซ้ำอาจทำให้มีพังผืดสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าพังผืดมีมากขึ้นจนโครงสร้างของตับเปลี่ยนแปลงมาก จะเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “ตับแข็ง” ซึ่งอาจทำให้เลือดไหลผ่านตับได้ยากขึ้นและการทำงานของตับลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่มีไขมันพอกตับทุกคนจะต้องกลายเป็นตับอักเสบ ตับแข็ง หรือมะเร็งตับนะครับ การดำเนินโรคแตกต่างกันในแต่ละคน และยิ่งสามารถจัดการสาเหตุได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งช่วยลดโอกาสที่ความเสียหายจะดำเนินต่อไปได้ครับ

อาการตับทำงานไม่ดีที่ควรสังเกต

ช่วงแรกอาการอาจไม่ชัด หรือเป็นอาการที่เกิดจากหลายสาเหตุได้ เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือรู้สึกไม่สบายบริเวณชายโครงขวา อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคตับแน่นอนนะครับ แต่ถ้าเกิดขึ้นต่อเนื่องก็ควรหาสาเหตุ หากโรคตับรุนแรงขึ้น อาจพบตาเหลือง ตัวเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม คันตามตัว ขาบวม ท้องบวม ช้ำหรือเลือดออกง่าย กล้ามเนื้อลดลง หรือเริ่มมีอาการสับสน ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินครับ

ตรวจเลือดอย่างเดียว บอกสุขภาพตับได้ไหม?

ยังไม่พอครับ ค่าตรวจเลือดบางตัว เช่น ALT และ AST ช่วยบอกว่ามีการบาดเจ็บของเซลล์ตับหรือไม่ แต่ไม่ได้บอกสาเหตุทั้งหมด และค่าที่อยู่ในเกณฑ์ปกติก็ไม่ได้หมายความว่าจะตัดโรคตับทุกชนิดออกได้ แพทย์จึงอาจดูข้อมูลอื่นร่วมด้วย เช่น ประวัติสุขภาพ การตรวจร่างกาย การตรวจไวรัสตับอักเสบ อัลตราซาวด์ หรือการประเมินความแข็งของตับด้วย elastography ตามความเหมาะสม เพราะฉะนั้น อย่าดูเพียงตัวเลขค่าตับตัวเดียวแล้วรีบสรุปว่าตับดีหรือตับพังนะครับ ต้องดูภาพรวมร่วมกันนั่นเองครับ

วิธีลดความเสี่ยงจากตับเสื่อมจากพฤติกรรม

เริ่มจากเรื่องที่ทำได้จริงและง่ายๆก่อนครับ เช่น ลดน้ำหวานและอาหารที่ให้พลังงานสูง เพิ่มอาหารที่หลากหลายและสมดุล ขยับร่างกายให้มากขึ้น และถ้ามีน้ำหนักเกินก็ค่อย ๆ ลดน้ำหนักอย่างเหมาะสม ส่วนแอลกอฮอล์ ยิ่งลดได้ก็ยิ่งช่วยลดปัจจัยที่ทำร้ายตับ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคตับอยู่แล้วควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการงดแอลกอฮอล์ให้เหมาะสม ถ้ามีเบาหวาน ความดัน หรือไขมันในเลือดสูง ก็ควรควบคุมโรคเหล่านี้ตามแผนการรักษา เพราะสุขภาพเมตาบอลิซึมกับสุขภาพตับเกี่ยวข้องกันมากครับ และอย่าลืมเรื่องยา สมุนไพร และอาหารเสริมนะครับ ไม่ควรเพิ่มขนาดหรือกินหลายชนิดพร้อมกันเองโดยไม่ดูส่วนประกอบ โดยเฉพาะคนที่ใช้ยาประจำควรแจ้งรายการทั้งหมดให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ

ตับที่เสียหายแล้ว ฟื้นกลับมาได้ไหม?

ขึ้นอยู่กับว่าเสียหายจากอะไร และอยู่ในระยะไหนครับ ถ้าเป็นไขมันสะสมหรือการอักเสบในระยะแรก การแก้ต้นเหตุ เช่น ลดน้ำหนัก ควบคุมน้ำตาล ลดหรือหยุดแอลกอฮอล์ และรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ อาจช่วยให้สุขภาพตับและผลตรวจดีขึ้นได้ พังผืดในตับบางส่วนก็มีโอกาสลดลงได้เมื่อสามารถควบคุมต้นเหตุได้ต่อเนื่อง แม้ในผู้ที่มีตับแข็ง งานวิจัยปัจจุบันพบว่าในบางรายพังผืดอาจถอยลงได้หลังรักษาสาเหตุสำเร็จ แต่เป็นกระบวนการที่ใช้เวลาและไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน ดังนั้น คำว่า “ตับแข็ง” ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรให้ทำต่อแล้วนะครับ การรักษาสาเหตุและติดตามกับแพทย์ยังสำคัญมาก เพราะช่วยลดความเสียหายเพิ่มเติมและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้

ควรไปพบแพทย์เมื่อไร

ถ้ามีอาการผิดปกติต่อเนื่อง มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคตับ หรือเคยตรวจพบค่าตับผิดปกติ ควรนัดแพทย์เพื่อหาสาเหตุนะครับ ส่วนอาการอย่าง ตาเหลือง ตัวเหลือง อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ ท้องบวมมาก สับสน ซึมลง หรือหายใจลำบาก ไม่ควรรอดูอาการเอง ควรไปโรงพยาบาลโดยเร็ว เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการรักษา ข้อมูลนี้ใช้เพื่อให้ความรู้ทั่วไปและไม่ทดแทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์

Hepheka ยินดีและพร้อมให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพตับรายบุคคล ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญ
โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ตามช่องทางที่ท่านสะดวกติดต่อสนง.ใหญ่ที่

เราใช้คุกกี้เพื่อประสบการณ์และการให้บริการที่ดีที่สุดในการใช้งานเว็บไซต์แก่ท่าน หากดำเนินการต่อหรือปิดข้อความนี้ลง แสดงว่าท่านได้ยอมรับ