ค่าตับสูง 1000 หรือพุ่งทะยานไม่มีหยุด จะฉุดให้ลงก็ยาก ระวังปลายทางจะไปหยุดอยู่ที่ “มะเร็งตับ” จากค่าตับที่ควรเป็นอยู่ที่ไม่เกิน 40 ทั้งค่า ALT และ AST มีหลายคนที่ไม่รู้ตัวพอไปตรวจอีกทีกลับพบว่าค่าตับเกิน 40 จนอาจจะพุ่งไปถึงหลัก 100 หลัก 1000 เข้าแล้ว นั่นหมายถึงว่าคุณกำลังเข้าสู่ภาวะ ตับอักเสบ แล้วล่ะครับ
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าตับสูง 1000
- ยาพาราเซตามอลเกินขนาด
อาจเกิดจากกินครั้งเดียวจำนวนมาก หรือกินยาหลายชนิดที่มีพาราเซตามอลผสมกันโดยไม่รู้ตัว เช่น ยาแก้ไข้ ยาแก้หวัด และยาแก้ปวดบางยี่ห้อ พาราเซตามอลเกินขนาดอาจทำให้ตับวายเฉียบพลันและเสียชีวิตได้ โดยช่วงแรกผู้ป่วยอาจยังไม่มีอาการรุนแรง หากสงสัยว่ากินเกินขนาดให้ไปห้องฉุกเฉินทันที เพราะยาต้านพิษ NAC ได้ผลดีที่สุดเมื่อได้รับเร็ว - ตับอักเสบจากไวรัสแบบเฉียบพลัน
เช่น ไวรัสตับอักเสบเอ บี หรืออี อาจมีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดท้อง ปัสสาวะเข้ม อุจจาระสีซีด และตัวเหลืองตาเหลือง - ตับขาดเลือดหรือออกซิเจน
พบหลังความดันตก ช็อก เสียเลือดมาก หัวใจล้มเหลว หัวใจหยุดเต้น หายใจล้มเหลว หรือติดเชื้อรุนแรง ค่า AST/ALT อาจขึ้นประมาณ 1,000–3,000 U/L หรือสูงกว่านั้นได้ - ยาหรือสมุนไพรทำลายตับ
อาจเกิดจากยาปฏิชีวนะ ยาวัณโรค ยากันชัก ยาแก้ปวดบางชนิด ผลิตภัณฑ์สมุนไพร อาหารเสริม ยาลดน้ำหนัก หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบส่วนประกอบแน่ชัด การบาดเจ็บจากยาสามารถเกิดขึ้นได้แม้รับประทานตามคำแนะนำในบางคน - ภูมิคุ้มกันทำลายตับหรือหลอดเลือดตับอุดตัน
เช่น โรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกัน หรือภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำตับ แม้พบน้อยกว่า แต่สามารถทำให้ตับอักเสบรุนแรงได้ - กล้ามเนื้อสลายรุนแรง
ค่า AST ไม่ได้มาจากตับเพียงอย่างเดียว การออกกำลังกายหนักมาก อุบัติเหตุ ชัก เป็นลมแดด หรือกล้ามเนื้อถูกกดทับ อาจทำให้ AST สูงมาก จึงต้องตรวจค่า CK ร่วมด้วย
หากคุณมีอาการเหล่านี้ เช่น ตัวเหลือง ตาเหลืองมาก ปัสสาวะสีเข้ม ปวดท้อง แน่นท้อง เจ็บจี๊ดชายโครงขวา ง่วงซึม อ่อนเพลียระหว่างวัน ควรสงสัยว่าอาการเหล่านี้กำลังบ่งบอกถึงอาการตับอักเสบได้ ปล่อยไว้อาจอันตรายถึงขั้นตับแข็งได้เลยนะครับ แต่สำหรับใครที่มีการใช้ปริมาณยาเกินกำหนด เช่น พาราเซตามอล ก็อาจมีส่วนทำให้คุณกลายเป็น ตับวายเฉียบพลัน ได้ด้วยเช่นกัน


