ลำไส้แปรปรวน โรคยอดฮิตที่ป่วนชีวิตไม่รู้จบ

ลลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome หรือ IBS)  เป็นโรคในกลุ่ม functional bowel disorder ที่แม้ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่กลับรบกวนชีวิตประจำวันของคนยุคใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ

งานวิจัยพบว่า คนไทยกว่า 10–15% มีอาการของลำไส้แปรปรวน IBS โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงาน วัยเรียน หรือผู้ที่มีความเครียดสะสม แม้โรคนี้จะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ก็สร้างความไม่สบายตัวและความเครียดทางใจได้ไม่น้อย เพราะอาการมักเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้นั่นเองค่ะ

ลำไส้แปรปรวน อาการที่ควรสังเกต

โรคลำไส้แปรปรวน ไม่ใช่โรคที่วินิจฉัยได้จากผลเลือดหรือเอกซเรย์ แต่เป็น กลุ่มอาการที่เกิดจากการทำงานผิดปกติของลำไส้ใหญ่ โดยไม่มีสาเหตุทางกายภาพที่ชัดเจน แต่คุณสามารถสังเกตอาการลำไส้แปรปรวนได้ด้วยตัวคุณเอง ว่ามีอย่างน้อย 2–3 ข้อนี้หรือไม่

  • ปวดท้องเป็นๆ หายๆ โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร
  • ท้องอืด แน่นท้อง หรือมีลมในท้องมาก
  • ถ่ายเหลวหรือท้องเสียบ่อย โดยเฉพาะในช่วงเช้า หรือหลังมื้ออาหาร
  • ท้องผูกเรื้อรัง หรือถ่ายแข็งสลับเหลว
  • รู้สึกถ่ายไม่สุด เหมือนยังมีของเสียค้างอยู่ในลำไส้
  • รู้สึกอาการดีขึ้นหลังได้ถ่ายอุจจาร

ลักษณะอาการเหล่านี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน แพทย์จึงแบ่งประเภทของโรคลำไส้แปรปรวนออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

  1. ชนิดท้องผูกเด่น (IBS-C)
    มีอาการท้องผูกเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากลำไส้มีการบีบตัวช้ากว่าปกติ จะมีอาการถ่ายยาก อุจจาระแข็ง หรือรู้สึกถ่ายไม่สุดเป็นประจำ
  2. ชนิดท้องเสียเด่น (IBS-D)
    มีอาการท้องเสียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากลำไส้มีการบีบตัวเร็วกว่าปกติ ทำให้ถ่ายเหลวบ่อยแบบกลั้นไม่ค่อยอยู่ โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร หรือในช่วงที่มีความเครียด
  3. ชนิดสลับกันไปมา (IBS-M)
    ชนิดนี้นี่แหละที่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าวันนี้จะเจอกับประเภทไหน เพราะบางวันท้องเสีย บางวันท้องผูก สลับกันโดยไม่มีสาเหตุแน่ชัด

แม้อาการของลำไส้แปรปรวนจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็สร้างความไม่สบายตัวจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ไม่กล้าเดินทางไกล ไม่มั่นใจในการทำงาน หรือสูญเสียสมาธิระหว่างวันได้ไม่น้อยเลยล่ะค่ะ

ลำไส้แปรปรวน เกิดจากปัจจัยที่ใกล้ตัวคุณ

หลายคนอาจสงสัยว่า “ทำไมเราถึงมีอาการลำไส้แปรปรวนได้ ทั้งที่กินอาหารปกติ?”
คำตอบคือ โรคนี้ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคหรือการติดเชื้อใดๆ แต่เกิดจาก “การทำงานผิดสมดุลของระบบประสาทและลำไส้” ซึ่งมีหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่

  1. ความเครียดและอารมณ์

เพราะสมองกับลำไส้ จะเชื่อมโยงกันผ่านระบบสื่อสารที่เรียกว่า “gut–brain axis” เมื่อเราเครียด สมองจะส่งสัญญาณไปกระตุ้นลำไส้ให้บีบตัวเร็วขึ้น ผิดจังหวะ จึงทำให้เกิดอาการแน่นท้อง ปวดท้อง หรือถ่ายไม่ปกติ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม เวลาที่เครียดทีไร จะรู้สึกลำไส้ปั่นป่วนอยู่ทุกทีค่ะ

  1. การรับประทานอาหารไม่สมดุล

การทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารแปรรูป คาเฟอีน และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มากเกินไป เมนูเหล่านี้ล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวมากกว่าปกติ ขณะเดียวกัน การกินอาหารไม่เป็นเวลา หรือกินเร็วเกินไป ก็ทำให้ลำไส้ทำงานผิดจังหวะได้เช่นกัน

  1. การพักผ่อนไม่เพียงพอ

ยิ่งนอนดึกบ่อย ร่างกายอ่อนล้า ส่งผลให้ฮอร์โมนและการทำงานของระบบย่อยอาหารแปรปรวน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสมดุลของแบคทีเรียตัวดีในลำไส้ได้นั่นเองค่ะ

  1. การเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้

อย่างที่รู้กันว่า ในลำไส้ของเรามีแบคทีเรียตัวดี และแบคทีเรียตัวไม่ดีอยู่ร่วมกัน เมื่อไหร่ที่ตัวดีลดลง จะเกิดภาวะ “Dysbiosis” คือภาวะที่ไม่สมดุลของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในร่างกาย ทำให้ระบบขับถ่ายรวน เกิดแก๊สในท้อง และย่อยอาหารได้ไม่สมบูรณ์
งานวิจัยจำนวนมากยืนยันแล้วว่า คนที่มีภาวะลำไส้แปรปรวน มักมีจำนวนแบคทีเรียดีในลำไส้น้อยกว่าคนปกติค่ะ

  1. การใช้ยาบางชนิด

ไม่ว่าจะเป็นยาปฏิชีวนะ ยาลดกรด หรือยาบางประเภทอาจไปทำลายแบคทีเรียตัวดีในลำไส้ ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติและเกิดอาการลำไส้แปรปรวนตามมาได้

ทำยังไงให้ห่างไกลจาก ลำไส้แปรปรวน

แม้โรคลำไส้แปรปรวนจะเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในทันที แต่ก็ยังสามารถ “ควบคุมอาการ” และ “ลดการกลับมาเป็นซ้ำ” ได้ หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและดูแลลำไส้ให้ถูกวิธี ดังนี้ค่ะ

  1. ปรับพฤติกรรมการกิน
  • กินอาหารให้ตรงเวลา และเคี้ยวให้ละเอียด
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นลำไส้ เช่น ของมัน ของทอด กาแฟ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ลดอาหารที่มีแก๊ส หมักหมมในลำไส้ เช่น ถั่วบางชนิด หอม กระเทียม หรือเครื่องดื่มอัดลม
  • เพิ่มอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืชเต็มเมล็ด
  • ดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6–8 แก้ว
  1. จัดการความเครียด

ลองมองหากิจกรรมที่ช่วยทำให้ผ่อนคลาย ไม่ว่าจะโยคะ ฝึกสมาธิ วาดภาพ อ่านหนังสือ เมื่อร่างกายผ่อนคลายมากขึ้น ก็เป็นวิธีที่ช่วยให้สมองและลำไส้กลับมาทำงานอย่างสมดุลเพราะ “ถ้าสมองผ่อนคลาย ลำไส้ก็ผ่อนคลายตาม”

  1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

การเคลื่อนไหวช่วยให้ลำไส้บีบตัวดีขึ้น ลดอาการท้องผูกและแน่นท้อง แนะนำให้ออกกำลังกายเบาๆ อย่างการเดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือโยคะ อย่างน้อยวันละ 30 นาที ก็ช่วยให้การทำงานของลำไส้ดีขึ้นได้ค่ะ

  1. พักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการฟื้นฟูร่างกาย อย่างน้อยควรนอนวันละ 7–8 ชั่วโมง ช่วยให้ร่างกายและระบบประสาทอัตโนมัติทำงานได้สมดุล ลดโอกาสเกิดลำไส้แปรปรวนซ้ำซ้อนได้

  1. เสริมจุลินทรีย์ดีด้วย “โพรไบโอติก”

หนึ่งในแนวทางที่ได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ทั่วโลก คือ การเสริมโพรไบโอติก (Probiotics)
เพราะโพรไบโอติกช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียดีในลำไส้ให้กลับมาทำงานตามปกติ ลดอาการท้องอืด ปวดท้อง และช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ สายพันธุ์ของโพรไบโอติกที่มีมีงานวิจัยแนะนำว่าช่วยเรื่องลำไส้แปรปรวน เช่น Lactobacillus plantarum, Lactobacillus rhamnosus, Bifidobacterium breve เป็นต้น

จัดการลำไส้แปรปรวน (IBS) ด้วยโพรไบโอติก

โพรไบโอติก (Probiotics) คือจุลินทรีย์มีชีวิตที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะกับระบบทางเดินอาหาร ระบบขับถ่าย เมื่อได้รับจุลินทรีย์ในปริมาณที่เหมาะสม สายพันธุ์ที่มีประโยชน์ ก็จะช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น เสริมภูมิคุ้มกัน และลดอาการของโรคลำไส้แปรปรวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โพรไบโอต้า (Probiota) นวัตกรรมโพรไบโอติกที่ส่งตรงจากเกาหลี ประสิทธิภาพที่มีงานวิจัยทางการแพทย์ มาตรฐานรองรับ และวิจัยในคนรับรองถึงประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ลำไส้สุขภาพดี แตกต่างจาก ซินไบโอติก (Synbiotic) ทั่วไป เพราะมีพลังดูแลลำไส้มากกว่าทั่วไปถึง 4 เท่า ผสานทั้งพรีไบโอติก โพรไบโอติก พาราไบโอติก และโพสต์ไบโอติก ครอบคลุมสุขภาพทั้งลำไส้ ภูมิคุ้มกัน สมอง ตับ ด้วยนวัตกรรมการผลิตไบโอเทคโนโลยีชั้นสูง (Advanced Bio-technology) ทำให้จุลินทรีย์ที่ดีทนความร้อนได้สูงถึง 40 องศาเซลเซียส จึงมั่นใจได้ว่าทุกการบริโภคโพรไบโอต้า จะได้รับจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยที่จำนวนเชื้อไม่ลดลง

โพรไบโอต้า เลือกกลุ่มสายพันธุ์โพรไบโอติกในตระกูลสำคัญ ได้แก่ Lactobacillus  Bifidobacterium  และ Enterococcusรวมทั้งหมด 8+ สายพันธุ์ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีบทบาททางการแพทย์ในการรักษาและป้องกันโรค มีงานวิจัยที่ได้รับการรับรองทางการแพทย์ และได้รับมาตรฐานสากล มีปริมาณจุลินทรีย์ที่เหมาะสม ถึง 22,000 ล้าน CFU/ซอง มากเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

อีกทั้งยังมีจุลินทรีย์สายพันธุ์ที่ช่วยเรื่องลำไส้แปรปรวนทั้ง Lactobacillus plantarum, Lactobacillus rhamnosus, Bifidobacterium breve และอีกกว่า 5 สายพันธุ์ที่มีประโยชน์ในการช่วยเรื่องสุขภาพที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะลำไส้ สมอง ตับ หรือแม้แต่ภูมิคุ้มกัน

อยากห่างไกลจากโรคลำไส้ไม่ว่าจะเป็น ลำไส้แปรปรวน ท้องผูก ท้องเสีย ขับถ่ายไม่เป็นเวลา ลองทานโพรไบโอต้าวันละ 1 ซอง ก็สามารถรับรู้ถึงผลลัพธ์สุขภาพลำไส้ที่ดีขึ้นได้ ถ้าสุขภาพลำไส้ดี=สุขภาพโดยรวมก็ดีขึ้นนั่นเองค่ะ

Probiota ยินดีและพร้อมให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพทางเดินอาหารและลำไส้ ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
เราใช้คุกกี้เพื่อประสบการณ์และการให้บริการที่ดีที่สุดในการใช้งานเว็บไซต์แก่ท่าน หากดำเนินการต่อหรือปิดข้อความนี้ลง แสดงว่าท่านได้ยอมรับ