ไขมันพอกตับ อาการอันตราย ตรวจเจอเมื่อไหร่ต้องรีบรักษา

ภาวะไขมันพอกตับ เป็นสิ่งที่ โรคยอดฮิตที่คนในยุคนี้ต้องพบเจอ เพราะล้วนเกิดมาจากพฤติกรรมที่เราทำโดยไม่รู้ตัว แม้ว่าจะเป็นโรคที่ไม่มีอาการในระยะแรก แต่ก็กลับเป็นภัยที่ซ่อนความอันตรายอยู่ไม่น้อย หากชะล่าใจ และรู้หรือไม่ ถ้าเมื่อไหร่ที่ตรวจเจอว่ากำลังเผชิญกับโรคไขมันพอกตับ ต้องรีบหาทาง  ไม่ได้รับการรักษาให้อย่างทันท่วงที ก่อนที่โรคนี้จะ ไขมันพอกตับสามารถพัฒนาไปเป็นโรคที่อันตรายยิ่งกว่าที่คุณคิดได้ วันนี้ เฮฟฟีก้า มีทุกคำตอบเกี่ยวกับโรคไขมันพอกตับ เพื่อตอบทุกคำถามที่คุณสงสัย

สาเหตุ ไขมันพอกตับ เกิดขึ้นได้อย่างไร

โรคไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease) คือภาวะที่ตับเกิดการสะสมไขมันในตัวเองมากเกินไป ซึ่งส่วนใหญ่ไขมันที่เข้าไปแทรกตัวอยู่ในตับนั้น ส่วนมากแล้วจะเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์ จะมีอยู่ประมาณ 5-10% ของตับเลยทีเดียว เมื่อตับได้รับไขมันส่วนเกินเหล่านี้มา แต่กลับไม่ได้ถูกนำไปใช้หรือย่อยสลาย สุดท้ายก็จะสะสมมาก และพอกพูนขึ้นไปเรื่อยๆจนไขมันพอกตับ ทำให้ตับเกิดการอักเสบได้เช่นกัน ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดไขมันพอกตับนั้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกัน

  1. ไขมันพอกตับจากการดื่มแอลกอฮอล์ (Alcoholic fatty liver disease) ใครที่รักการสังสรรค์ หรือปาร์ตี้ ต้องพึงระวังไว้เลยว่า การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากหรือดื่มติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป จะส่งผลให้ตับทำงานได้ไม่เต็มที่ ซึ่งความรุนแรงของโรคขึ้นกับชนิด ปริมาณ และระยะเวลาของการดื่ม แต่ถ้ารู้ตัวเร็วและพักการดื่ม ตับจะกลับทำงานได้เป็นปกติภายใน 4-6 สัปดาห์
  2. ไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ (Non-alcoholic Fatty Liver Disease) แม้ว่าจะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ แต่ก็ยังสามารถเจอปัญหาไขมันพอกตับได้ ทั้งจากหลายสาเหตุด้วยกัน ทั้ง มีภาวะเบาหวาน น้ำหนักเกิน ไขมันในเลือดสูง และพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น ทานของมันของทอดเป็นประจำ ทานอาหารที่มีไขมันสูง ทานของหวานหรือเครื่องดื่ม ที่มีน้ำตาลสูง ไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น

จะเห็นได้เลยว่า สาเหตุที่ทำให้เกิด ภาวะไขมันพอกตับ ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ส่วนมากแล้วล้วนเกิดจากพฤติกรรมของเราทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ก็ต้องรีบปรับโดยทันที ไม่อย่างนั้นไขมันพอกตับคงจะได้ยกระดับเป็นภัยร้ายได้อย่างแน่นอน

ไขมันพอกตับอาการเป็นอย่างไร ทำไมต้องรีบดูแล

ไขมันพอกตับ อาการแทบไม่โดดเด่นจนเรารู้ตัวได้ทัน เรียกได้ว่าเป็นแล้วบางครั้งก็ไม่สนใจด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะระยะแรกของการเป็นไขมันพอกตับนั้น อาการแสนจะบางเบาเหมือนไม่ได้มีอะไรที่ผิดปกติ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเริ่มก้าวขาเข้าสู่ไขมันพอกตับแล้ว ก็สังเกตได้จากอาการเหล่านี้

  • อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง โดยไม่ทราบสาเหตุ แม้จะรู้สึกว่าพักผ่อนมาเยอะแล้วก็ตาม เพราะตับทำงานไม่ปกติจนไม่สามารถแปลงสารอาหารเป็นพลังงานให้ร่างกายได้อย่างเต็มที่
  • เบื่ออาหาร ทานไม่ลง น้ำหนักลด เพราะระบบเผาผลาญของร่างกายทำงานผิดปกติ จนร่างกายเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน เพราะร่างกายนำน้ำตาลไปใช้ได้ไม่เต็มที่
  • แน่นท้อง ท้องอืด ตับเป็นตัวหลักในการหลั่งน้ำดีเพื่อย่อยอาหาร เมื่อตับทำงานได้ไม่ดี ก็ทำให้การย่อยอาหารเป็นไปแบบไม่ปกติ จึงทำให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง ขึ้นมาได้
  • รู้สึกจุก เจ็บที่ชายโครงด้านขวา ซึ่งเป็นที่อยู่ของตับ เพราะเมื่อหตับเกิดการอักเสบหรือบวมขึ้น จึงทำให้เกิดการเจ็บที่จุดนี้นั่นเอง
  • นอนไม่หลับ หลับไม่สนิท เพราะตับไม่ปกติ จึงทำให้การหลั่งระดับเมลาโทนินที่ช่วยเรื่องการนอนในร่างกายลดลง จนทำให้หลับได้ไม่สนิท
  • มีอาการคันตามผิวหนัง เพราะตับไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ ทำให้เกิดการคั่งของน้ำดี จนส่งไปยังกระแสเลือดตามส่วนต่างๆจนทำให้เกิดการคันทางผิวหนังขึ้นนั่นเอง

ทุกอาการที่กล่าวมาแทบจะเป็นอาการทั่วไป ที่ไม่มีใครคิดถึงว่ากำลังเจอกับไขมันพอกตับอยู่ด้วยซ้ำ แต่อาการเบาๆเหล่านี้แหละ ที่หากไม่ดูแลให้ดีตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้พัฒนากลายเป็นโรคร้ายแรงต่อมาอย่าง ตับอักเสบเรื้อรัง พังผืดในตับ ตับแข็ง และ มะเร็งตับได้เลยทีเดียว

ใครบ้างที่เสี่ยงภาวะไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับเป็นโรคที่ไม่ว่าจะเพศไหน อายุเท่าไหร่ ก็สามารถเสี่ยงที่จะเป็นได้ ลองมาเช็คดูกันหน่อย ว่าคุณอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงจะเป็นโรคไขมันพอกตับหรือไม่

  • กลุ่มคนที่มีภาวะโรคอ้วน คือผู้ชายที่มีรอบเอวเกิน 40 นิ้ว และผู้หญิง ที่มีรอบเอวเกิน 35 นิ้ว
  • กลุ่มคนที่มีไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงกว่า 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • กลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูง
  • กลุ่มคนที่มีความดันโลหิตสูง คือ 140/90 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • กลุ่มคนที่มีไขมันดี (HDL) ต่ำ คือ ผู้ชายมีน้อยกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร และ ผู้หญิง ที่มีน้อยกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

เรียกได้ว่าใครที่มีปัญหาสุขภาพเหล่านี้อยู่แล้ว ควรจะต้องป้องกันตัวเองไม่ให้เจอกับ ภาวะไขมันพอกตับ แบบทวีคูณ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นปัญหาที่น่ากังวล เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของคุณเป็นเท่าตัว

อยากหายจากไขมันพอกตับ ต้องรักษาอย่างไร

ไขมันพอกตับ รักษาได้ด้วยตัวของคุณเอง ไม่ว่าจะอยู่ในขั้นที่เป็นแล้วหรือแม้แต่อยู่ในภาวะที่เสี่ยงจะเป็นก็ตาม วันนี้ เฮฟฟีก้า มีวิธีรักษาไขมันพอกตับมาบอกกัน ซึ่งเป็นวิธีที่ทุกคนสามารถทำด้วยตัวเองได้ง่ายๆอีกด้วย

  • ลด ละ เลิกการดื่มสุรา เพื่อให้ตับทำงานดีมากยิ่งขึ้น เพราะแอลกอฮอล์ถือเป็นตัวการหลักที่ทำร้ายตับ
  • ลดการกินอาหารมันๆ ประเภททอด ย่าง เพื่อลดการเพิ่มไขมันไตรกลีเซอไรด์นั่นเอง
  • ลดการกินขนมหวาน น้ำหวาน แป้ง ที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เพราะน้ำตาลจะเปลี่ยนเป็นไขมัน และไปสะสมอยู่ที่ตับ
  • หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ โดยเฉพาะออกกำลังบริเวณหน้าทอง เป็นการลดไขมันตรงช่วงท้องและตับได้ด้วย
  • หลีกเลี่ยงการทานยาที่ไม่จำเป็น เพื่อไม่ให้ตับต้องทำงานหนัก
  • เลือกทานอาหารที่มีไขมันต่ำ แต่กากใยสูง อย่างเช่น ผักใบเขียว หรือผลไม้ที่ไม่หวานมาก

วิธีง่ายๆในการรักษาไขมันพอกตับด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งยา ที่รับรองได้ว่าหากคุณลองปรับพฤติกรรม และทำตามที่ เฮฟฟีก้า แนะนำมานี้ จะช่วยให้ภาวะไขมันพอกตับที่คุณมีดีขึ้น หรืออย่างน้อยก็ช่วยให้คุณเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดไขมันพอกตับได้อย่างแน่นอน

เฮฟฟีก้า อาหารเสริมบำรุงตับ ที่ช่วยคุณรับมือกับไขมันพอกตับ

อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยรับมือไขมันพอกตับ นอกจากจะเป็นการกินอาหารต่างๆที่มีประโยชน์แล้ว ยังมีเรื่องของอาหารเสริมที่ช่วยฟื้นฟู และบำรุงตับให้ดีขึ้นได้ อย่าง เฮฟฟีก้า นวัตกรรมอาหารเสริมบำรุงตับจากเบลเยียม หนึ่งเดียวที่ตอบโจทย์ในทุกเรื่อง เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากทั้ง อย.ไทย รวมไปถึงมาตรฐานต่างๆระดับสากล มีงานวิจัยทางการแพทย์รับรอง ว่าเห็นผลได้จริงในคน ได้ตีพิมพ์ลงใน Phytotherapy Research หรือวารสารทางการแพทย์ด้านวิทยาศาสตร์ ที่ได้รับความน่าเชื่อถือระดับสูง จนเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์

ด้วยสารสกัดจาก ซุปเปอร์ฟรุต แห่งเอเชียอย่าง “พรูนัส มูเม่” สารสกัดหลักหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ เฮฟฟีก้า ซึ่งมีคุณสมบัติออกฤทธิ์เพื่อปกป้องตับของคุณได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ลงวารสารทางการแพทย์ จนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ที่มีการพิสูจน์แล้วว่า มีความสามารถในการปกป้องเซลล์ตับ ต่อต้านอนุมูลอิสระ เข้าไปฟื้นฟูและบำรุงตับได้ลึกถึงระดับเซลล์ เปรียบเสมือนเป็นเกราะป้องกันร่างกายชั้นดี จากสารพิษภายนอกที่พร้อมจะเข้ามาทำลาย จึงมั่นใจได้ว่าตับของเราจะปลอดภัยอย่างแน่นอน

อีกทั้งยังช่วยทั้งเรื่อง ล้างสารพิษ ลดไขมันพอกตับ ลดการอักเสบขอบตับ โดยเข้าไปยับยั้งสารสื่อกลางในการอักเสบ ลดคลอเลสเตอรอล และไขมันไตรกลีเซอไรด์ กระตุ้นอนุมูลอิสระ และลดตัวกลางในการเกิดการอักเสบ ของเอนไซม์ตับทั้ง ALT และ AST ช่วยเพิ่มไขมันดี ลดไขมันเลว รวมไปถึงเรื่องอาการอ่อนเพลีย ท้องอืด นอนไม่หลับ เจ็บชายโครง ทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้น นอนหลับได้ลึกขึ้น

ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ มั่นใจได้เลยว่า เฮฟฟีก้า ไม่ทิ้งสารตกค้างในร่างกาย  และไม่เป็นภาระที่ทำให้ตับทำงานหนักกว่าเดิม ทำให้มั่นใจได้อย่างเต็มที่ ว่าเพียงแค่ 1 เม็ดต่อวัน ก็ได้รับประโยชน์แบบเต็มๆ

ไขมันพอกตับ นับว่าเป็นภัยลับที่ค่อนข้างอันตราย เพราะไม่แสดงอาการจึงทำให้เราชะล่าใจและไม่ใส่ใจดูแล เมื่อรู้อีกทีก็พัฒนากลายเป็นความเรื้อรังที่ต้องรักษากันไปมากมาย ไม่ว่าจะตับอักเสบเรื้อรัง พังผืดในตับ ตับแข็ง และมะเร็งตับ ถ้าไปถึงขั้นนั้นก็รับรองได้เลยว่ากว่าจะหาทางรักษาได้อาจจไม่ทันไปเสียแล้ว เมื่อไหร่ที่ตรวจเจอว่าเป็นไขมันพอกตับ ก็อย่าลืมที่จะรีบรักษาทันที เพื่อสุขภาพโดยรวมของคุณในวันนี้และอนาคตนั่นเอง และสุดท้ายแล้ว อย่าลืมให้ เฮฟฟีก้า เป็นผู้ช่วยข้างกายในการดูแลตับของคุณในทุกๆวัน เพียงวันละ 1 เม็ด ก็เพียงพอต่อผลลัพธ์สุขภาพตับดีที่น่าพึงพอใจ ให้สุขภาพดีที่คุณก็มีได้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะไขมันพอกตับ

รวมคำถามที่คนสงสัยบ่อยเกี่ยวกับ ไขมันพอกตับ สาเหตุ อาการ การดูแล และความเสี่ยงที่อาจพัฒนาไปเป็น ตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และ มะเร็งตับ

1) ไขมันพอกตับคืออะไร? อันตรายไหม?

ไขมันพอกตับ คือภาวะที่มีไขมันสะสมในตับมากกว่าปกติ (มักสัมพันธ์กับไตรกลีเซอไรด์) ระยะแรกอาจไม่มีอาการ แต่ถ้าปล่อยไว้สามารถทำให้ตับอักเสบ เกิดพังผืด และเพิ่มความเสี่ยง ตับแข็ง รวมถึง มะเร็งตับ ได้ในระยะยาว

สาเหตุหลักพบได้ 2 กลุ่ม: (1) จากแอลกอฮอล์ (ดื่มมาก/ต่อเนื่อง) และ (2) ไม่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ ซึ่งมักสัมพันธ์กับ น้ำหนักเกิน ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน/ดื้อต่ออินซูลิน และพฤติกรรม เช่น ของทอด ของหวาน น้ำตาลสูง ไม่ออกกำลังกาย

หลายคนไม่รู้ตัวเพราะระยะแรกอาการไม่ชัด อาจพบ อ่อนเพลีย แน่นท้อง/ท้องอืด เบื่ออาหาร นอนหลับไม่สนิท หรือ เจ็บชายโครงขวา ซึ่งเป็นอาการทั่วไปที่มักคิดว่าไม่รุนแรง จึงควรตรวจสุขภาพและติดตามผลเลือดเมื่อมีความเสี่ยง

กลุ่มเสี่ยงมักรวมถึงผู้ที่มี รอบเอวเกิน (ผู้ชาย > 40 นิ้ว, ผู้หญิง > 35 นิ้ว) ไตรกลีเซอไรด์สูง HDL ต่ำ ความดันสูง เบาหวาน และผู้ที่รับประทานหวาน/มัน/ทอดบ่อย หรือไม่ค่อยออกกำลังกาย

หัวใจหลักคือ ปรับพฤติกรรม เช่น ลดแอลกอฮอล์ ลดหวาน มัน ทอด ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงยาที่ไม่จำเป็น (ตามคำแนะนำแพทย์) หลายรายดีขึ้นได้เมื่อทำต่อเนื่อง ส่วนการใช้ยาหรือการรักษาเฉพาะทางขึ้นกับความรุนแรงและโรคร่วม ควรปรึกษาแพทย์

หากตรวจพบว่าเป็น ไขมันพอกตับ หรือเอนไซม์ตับสูง แนะนำให้ งดหรืออย่างน้อยลดอย่างจริงจัง เพราะแอลกอฮอล์เพิ่มภาระตับและทำให้อักเสบง่ายขึ้น ระยะเวลาที่เหมาะสมขึ้นกับสุขภาพตับแต่ละคน และควรติดตามผลเลือดตามแพทย์แนะนำ

เกี่ยวข้องได้ในระยะยาว โดยเฉพาะกรณีที่ไขมันพอกตับพัฒนาเป็น ตับอักเสบเรื้อรัง เกิด พังผืด และไปสู่ ตับแข็ง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของ มะเร็งตับ ดังนั้นการดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงสำคัญมาก

โดยทั่วไปแพทย์อาจพิจารณาจาก อัลตราซาวด์ช่องท้อง ร่วมกับผลเลือด เช่น ALT/AST ไขมันในเลือด น้ำตาล และประเมินความเสี่ยงอื่น ๆ หากมีความเสี่ยงสูงหรือสงสัยพังผืด อาจมีการตรวจเพิ่มเติมตามดุลยพินิจแพทย์

ควรรีบพบแพทย์หากมีอาการ เช่น ปวดชายโครงขวารุนแรง/ต่อเนื่อง ตัวเหลืองตาเหลือง ปัสสาวะเข้ม อ่อนเพลียมากผิดปกติ น้ำหนักลดเร็ว หรือมีโรคร่วม (เบาหวาน ความดัน ไขมันสูง) แล้วผลตรวจตับผิดปกติซ้ำ ๆ

ระยะเวลาขึ้นกับความรุนแรงและความสม่ำเสมอในการปรับพฤติกรรม หลายคนเริ่มเห็นแนวโน้มดีขึ้นเมื่อคุมอาหาร ลดน้ำหนัก และออกกำลังกายต่อเนื่อง พร้อมติดตามผลเลือดตามแพทย์นัด

Hepheka ยินดีและพร้อมให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพตับรายบุคคล ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ตามช่องทางที่ท่านสะดวกติดต่อสนง.ใหญ่ที่
เราใช้คุกกี้เพื่อประสบการณ์และการให้บริการที่ดีที่สุดในการใช้งานเว็บไซต์แก่ท่าน หากดำเนินการต่อหรือปิดข้อความนี้ลง แสดงว่าท่านได้ยอมรับ