ตับทำหน้าที่ผลิตพลังงานและสารอาหารที่จำเป็น รวมทั้งยังคอยกำจัดของเสียและสารพิษ แต่เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ยา หรือสารพิษ ทั้งหมดมีผลกระทบต่อการทำงานของตับและหากมีมากเกินไป จะทำให้เกิดอาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ โรคตับ หนึ่งในนั้นคือ ตับอักเสบบวม และนี่คือ หนึ่ง ในสาเหตุที่เราอาจนึกไม่ถึง ว่าจะเป็นต้นเหตุทำให้เรา เจ็บชายโครงขวา หรือเรียกว่า อาการปวดตับ นั่นเอง ตับเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในช่องท้อง อยู่หลังกระดูกซี่โครง ชิดติดกับกะบังลม ค่อนไปทางขวาบน หากตับได้รับบาดเจ็บจะมีอาการบวมและปวด

โดยอาจเกิดจากเนื้อตับบางส่วนที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติกลายเป็นก้อนเนื้องอก ดันผิวตับให้โป่งนูนหรืออาจมีอาการอักเสบของเนื้อตับทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดจุกแน่น เจ็บชายโครงขวา บางรายปวดเหมือนมีอะไรกดทับ หายใจติดขัด แทบจะไม่อยากขยับ หรือปวดตรงกลางท้อง โดยมีอาการปวดท้องรุนแรงควบคู่กับอาการคลื่นไส้อาเจียน อาจเป็นโรคตับอ่อนอักเสบได้ หรือกดเบาๆที่ช่วงท้อง รู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ อาจเป็นโรคตับหรือไต ซึ่งผู้ป่วยตับอักเสบแบบเรื้อรังแฝงนั้น อาจมีอาการปวดเล็กน้อยหรือไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ มาก่อนก็ได้ และส่วนใหญ่จะไม่มีอาการบ่งชี้แน่ชัดในระยะเริ่มอาการป่วย ผู้ป่วยโรคตับนั้นยังมีสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติอื่นๆได้อีก เช่น ดีซ่าน ผิวหนังและเยื่อตาขาว เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม รวมทั้งอ่อนเพลียเรื้อรัง หมดแรงง่าย มีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า สมรรถภาพการทำงานของตับเริ่มเสื่อมลง ทำให้ร่างกายต้องดึงพลังงานสำรองจากที่ต่างๆ มาใช้ ทำให้น้ำหนักตัวลดลง
ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันโรคร้ายเกี่ยวกับตับต่างๆ เราควรตรวจเช็คสุขภาพตับอย่างน้อยปีละครั้ง พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ตับทำงานหนักเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก การใช้ยาหรือสารเคมีบางชนิดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพฤติกรรมการพักผ่อนไม่เพียงพอ การใส่ใจดูแลร่างกายให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการเลือกอาหารที่มีประโยชน์ ล้วนเป็นวิธีที่ช่วยให้ตับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงการเกิดอาการ ปวดท้องข้างขวา ที่มักเกี่ยวข้องกับภาวะตับอักเสบหรือไขมันพอกตับ
นอกจากนี้ อีกหนึ่งตัวช่วยที่ง่ายและมีงานวิจัยรองรับก็คือ พรูนัส มูเม่ (Prunus Mume) สารสกัดสำคัญในผลิตภัณฑ์ เฮฟฟีก้า ที่ได้รับการศึกษาทางการแพทย์อย่างเป็นระบบ และมีผลพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยบำรุงและฟื้นฟูสุขภาพตับได้ถึงระดับเซลล์ โดยมีผลลัพธ์ที่โดดเด่นถึง 4 เรื่อง ได้แก่
- ลดค่าตับอักเสบ ALT และ AST อย่างเห็นผล ทำให้การทำงานของตับกลับมาใกล้เคียงปกติ
- ลดระดับไขมันในร่างกาย เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงภาวะ ไขมันพอกตับ ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของโรคตับ
- ต่อต้านอนุมูลอิสระจากภายใน ช่วยลดการอักเสบของตับและปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย
- ยับยั้งสื่อกลางการอักเสบ เพื่อลดความรุนแรงและความเสี่ยงของการเกิดพังผืดในตับ ซึ่งหากปล่อยไว้จะนำไปสู่ ตับแข็ง และ มะเร็งตับ ได้ในอนาคต
การผสมผสานระหว่างการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี และการใช้ตัวช่วยจากงานวิจัยที่มีหลักฐานรองรับอย่างพรูนัส มูเม่ในเฮฟฟีก้า จึงถือเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับผู้ที่ต้องการป้องกันปัญหาตับตั้งแต่เนิ่นๆ และเสริมความแข็งแรงให้กับร่างกายในระยะยาวได้นั่นเองครับ


