อาการท้องอืด รู้สึกไม่สบายท้องตลอดเวลา ตอนแรกคิดว่าเพราะกินเยอะเกินไป แต่ที่ไหนได้เป็นเพราะตับอาจกำลังส่งสัญญาณร้องขอความช่วยเหลืออยู่ก็เป็นได้
หลังมื้ออาหารอิ่มๆอยากจะนั่งพักนอนพักชิลๆกลับทำไม่ได้ เพราะท้องอืด จุกท้อง แน่นท้องตลอดเวลา ถึงแม้ว่าจะกินเสร็จไปสักพักแล้วอาการที่ว่าก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหาย ตอนแรกอาจคิดว่าเป็นอาการท้องอืดทั่วๆไป แต่ที่ไหนได้ ที่เป็นแบบนี้เกิดจากที่ตับทำงานได้ไม่เต็มที่ จากที่ตับต้องเป็นตัวการหลักในการผลิตน้ำดีเพื่อใช้ในการย่อยอาหาร แต่เมื่อตับทำงานผิดปกติก็ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารเสียสมดุล จึงทำให้ย่อยอาหารได้น้อยลง อาหารที่เราทานเข้าไปทุกๆมื้อจึงไปตกค้างและหมักหมมอยู่ในกระเพาะจนเกิดเป็นแก๊ส แทนที่อาหารจะย่อยถูกใช้จนหมด กลับคั่งค้างจนเป็นเกิดการท้องอืด แน่นท้องอย่างที่เป็นอยู่นั่นเอง
อาการท้องอืด แน่นท้อง หรือรู้สึกมีอาหารตกค้าง ไม่ได้เกิดจากการเคี้ยวไม่ละเอียดเสมอไป แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า “ตับ” โรงงานผลิตน้ำดีของร่างกายกำลังทำงานผิดปกติ นี่คือ 6 สาเหตุหลักที่คุณควรรู้:
1. ตับผลิตน้ำดีได้น้อยลง (Bile Deficiency)
ตับมีหน้าที่หลักในการสร้าง “น้ำดี” เพื่อช่วยแตกตัวไขมันและกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ หากตับอ่อนแอหรือมีไขมันพอกตับ การผลิตน้ำดีจะลดลง ส่งผลให้ไขมันไม่ถูกย่อย เกิดการหมักหมมในลำไส้จนกลายเป็นแก๊สและอาการแน่นท้อง
2. บริโภคไขมันเลวในปริมาณสูง
ของทอด ของมัน เนย และชีส เป็นอาหารที่ย่อยยากและต้องใช้น้ำดีในปริมาณมาก หากเรากินบ่อยเกินไปจะทำให้ตับทำงานหนักเกินขีดจำกัด อาหารเหล่านี้จะค้างอยู่ในระบบทางเดินอาหารนานขึ้น ส่งผลให้รู้สึกอึดอัดและมีลมในท้องตลอดเวลา
3. พฤติกรรมการกินดึกและกินไม่เป็นเวลา
ร่างกายมีนาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) ช่วงกลางคืนคือเวลาที่ตับควรได้พักและซ่อมแซมตัวเอง การกินดึกทำให้ตับและกระเพาะต้องกลับมาทำงานหนัก กระบวนการย่อยจึงทำได้ไม่สมบูรณ์และเกิดสารพิษตกค้างได้ง่าย
4. การดื่มน้ำ “ปริมาณมาก” ระหว่างมื้ออาหาร
การดื่มน้ำมากเกินไปขณะกินอาหาร จะไปเจือจางความเข้มข้นของกรดในกระเพาะและเอนไซม์ย่อยอาหาร ทำให้ประสิทธิภาพในการย่อยลดลง (แนะนำให้จิบน้ำพอประมาณ และดื่มน้ำเปล่าหลังมื้ออาหาร 30-45 นาทีแทน)
5. ความเครียดสะสมและการพักผ่อนน้อย
เมื่อเครียด ร่างกายจะเข้าสู่โหมด “สู้หรือหนี” (Fight or Flight) โดยหลั่งฮอร์โมนคอร์ติโซล ซึ่งจะไปยับยั้งระบบย่อยอาหาร เลือดจะถูกดึงไปเลี้ยงกล้ามเนื้อแทนตับและกระเพาะ ทำให้การย่อยอาหารหยุดชะงัก นอกจากนี้การนอนดึกยังขัดขวางการฟื้นฟูเซลล์ตับอีกด้วย
6. ผลกระทบจากแอลกอฮอล์และคาเฟอีน
แอลกอฮอล์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเซลล์ตับ ทำให้เกิด ตับอักเสบ เรื้อรัง ส่วนคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจกระตุ้นการหลั่งกรดที่ผิดปกติ รบกวนสมดุลในทางเดินอาหาร ส่งผลให้การทำงานประสานกันระหว่างตับและลำไส้เสียไป
อาการท้องอืด อาจไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างที่คิดอีกต่อไป รู้ตัวให้ไวแล้วอย่าลืมรีบดูแลตับเพื่อไม่ให้กลายเป็น โรคตับ ในอนาคต ด้วย เฮฟฟีก้า เพียงวันละเม็ด ผลิตภัณฑ์ อาหารเสริมบำรุงตับ จากเบลเยียมช่วย ปรับสมดุลและฟื้นฟู ตับอักเสบ ให้กลับมาเป็นปกติ อีกทั้งยังช่วยให้ตับผลิตน้ำดีในการย่อยอาการ ให้ตับทำงานได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องมีปัญหาทรมานจากอาการท้องอืดเพราะอาหารไม่ย่อยอีกต่อไป


