โรคร้าย ไวรัสตับอักเสบบี อันตรายที่กลายเป็นมะเร็งตับ

ไวรัสตับอักเสบบี โรคร้ายที่กลายเป็นมะเร็งตับ โรคร้าย อย่างไวรัสตับอักเสบ ชนิดที่คนไทยเป็นเยอะที่สุดคือ ‘ตับอักเสบบี’ แม้ว่าจะเป็นโรคที่คนเป็นกันเยอะและรักษาให้หายได้ แต่กลับกลายเป็นว่า โรคนี้กรุยทางให้มะเร็งตับเข้ามาหาได้ง่ายกว่าที่คิด

หากคุณมีความเสี่ยงหรือเริ่มมีอาการผิดปกติ มาเช็กสัญญาณเตือนและวิธีป้องกันไปพร้อมกันครับ

6 อาการเตือน! เมื่อไวรัสตับอักเสบบีเริ่มจู่โจมตับ

1. เบื่ออาหาร เกิดจากการที่ตับทำงานผิดปกติ ทำให้ร่างกายไม่สามารถย่อยและดูดซึมสารอาหารได้ดีเหมือนเดิม การสร้างน้ำดี (bile) ที่ช่วยย่อยไขมันลดลง จึงทำให้รู้สึกไม่อยากอาหาร กินแล้วแน่นท้อง หรือคลื่นไส้ได้ง่าย

2. คลื่นไส้ อาเจียน เป็นผลจากสารพิษที่ตับไม่สามารถขับออกได้สะสมในเลือด กระตุ้นศูนย์อาเจียนในสมอง ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการมึนงงร่วมด้วยได้ โดยเฉพาะเมื่อรับประทานอาหารมันหรือแอลกอฮอล์

3. อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย เมื่อตับอักเสบ ระบบเผาผลาญพลังงานจะผิดปกติ ทำให้ร่างกายผลิตพลังงานได้น้อยลง จึงรู้สึกอ่อนแรง เหนื่อยง่าย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือบางคนมีอาการง่วงซึมทั้งวัน

4. มีไข้ต่ำๆ เป็นการตอบสนองของร่างกายต่อการอักเสบของตับ หรือการที่ระบบภูมิคุ้มกันพยายามกำจัดไวรัสหรือสารพิษที่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้มีไข้ต่ำๆ โดยเฉพาะในช่วงเย็นหรือกลางคืน

5. ตาเหลือง ตัวเหลือง อาการนี้เกิดจากการสะสมของสาร บิลิรูบิน (Bilirubin) ในเลือด ซึ่งปกติแล้วตับจะเป็นผู้กำจัด แต่เมื่อตับอักเสบหรือตับเสื่อม สารนี้จะสะสมจนผิวหนังและตาขาวกลายเป็นสีเหลือง ถือเป็นอาการสำคัญที่บ่งชี้ว่าตับมีปัญหารุนแรง

6. จุกแน่นใต้ชายโครงขวาเนื่องจากตำแหน่งของตับอยู่บริเวณใต้ชายโครงขวา เมื่อมีการอักเสบ ตับจะบวมโตจนไปกดเบียดอวัยวะข้างเคียง ทำให้เกิดอาการแน่น จุกเสียด หรือรู้สึกตึงๆ เจ็บๆ โดยเฉพาะเวลานอนตะแคงขวาหรือหลังรับประทานอาหาร

ไวรัสตับอักเสบบี ติดต่อทางไหนได้บ้าง?

1. ใช้เข็มร่วมกันกับผู้อื่น การใช้เข็มฉีดยา เข็มสัก เข็มเจาะหู หรือเครื่องมือที่สัมผัสเลือดร่วมกับผู้อื่น โดยไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อที่ถูกต้อง เป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี เพราะเชื้อไวรัสสามารถคงอยู่ในเลือดที่ติดค้างบนเข็มหรืออุปกรณ์เหล่านั้นได้เป็นเวลานาน เมื่อเข้าสู่ร่างกายก็สามารถแพร่เชื้อได้ทันที

2. สัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ หากมีบาดแผลหรือผิวหนังถลอก แล้วไปสัมผัสเลือด น้ำเหลือง น้ำอสุจิ หรือน้ำในช่องคลอดของผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เชื้อไวรัสสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านแผลเล็ก ๆ ได้ง่ายมาก โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานด้านสาธารณสุข เช่น พยาบาล ทันตแพทย์ หรือนักสักลาย ต้องระวังเป็นพิเศษ และควรสวมถุงมือหรืออุปกรณ์ป้องกันทุกครั้ง

3. ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน ของใช้บางอย่างที่อาจมี “เลือดหรือสารคัดหลั่งติดอยู่” เช่น มีดโกน แปรงสีฟัน กรรไกรตัดเล็บ หรือเครื่องมือทำเล็บ หากใช้ร่วมกับผู้ติดเชื้อ จะเสี่ยงต่อการรับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้ ถึงแม้จะไม่เห็นเลือดด้วยตาเปล่า แต่เชื้อไวรัสตับอักเสบสามารถอยู่บนพื้นผิวสิ่งของได้นานหลายวันในสภาพแวดล้อมทั่วไป

4. มีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อโดยไม่ป้องกัน ไวรัสตับอักเสบบีสามารถติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์ได้ง่าย เพราะเชื้ออยู่ในน้ำอสุจิและสารคัดหลั่งในช่องคลอด การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย หรือมีคู่นอนหลายคน จะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้ออย่างมาก โดยเฉพาะหากมีแผลเล็ก ๆ บริเวณอวัยวะเพศหรือช่องปาก

วิธีป้องกันและดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากมะเร็งตับ

  • ตรวจเช็คตับปีละ 1 ครั้ง
  • ฉีดวัคซีนเพื่อป้องกัน ไวรัสตับอักเสบ
  • งดดื่มแอลกอฮอล์
  • ไม่ทานยาพร่ำเพรื่อติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย

คนเป็นไวรัสตับอักเสบบี มีสิทธิ์เป็นมะเร็งตับได้มากกว่าคนทั่วไปได้ถึง 30%

ไม่อยากเจอกับโรคนี้ ก็ต้องรู้จักให้ดีจะได้หลีกหนีได้ทัน และอย่าลืมป้องกันตับให้ดีด้วย #เฮฟฟีก้า นวัตกรรมอาหารเสริมบำรุงตับจากเบลเยียม ที่มีสารสกัด #พรูนัสมูเม่ ที่วิจัยแล้วว่าช่วยบำรุงตับได้ถึงระดับเซลล์ ลดการอักเสบของตับ ลดค่าตับสูง และสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยตับกลับมามีสุขภาพดี ร่างกายโดยรวมก็แข็งแรง

 

Hepheka ยินดีและพร้อมให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพตับรายบุคคล ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ตามช่องทางที่ท่านสะดวกติดต่อสนง.ใหญ่ที่
เราใช้คุกกี้เพื่อประสบการณ์และการให้บริการที่ดีที่สุดในการใช้งานเว็บไซต์แก่ท่าน หากดำเนินการต่อหรือปิดข้อความนี้ลง แสดงว่าท่านได้ยอมรับ