ตับวายเฉียบพลัน ภัยร้ายที่มาไม่ทันตั้งตัว

ตับวายเฉียบพลัน โรคอันตรายที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว อาจเกิดมาได้จาก ตับอักเสบ ไขมันพอกตับ ตับแข็ง โรคที่ได้ยินจนคุ้นหู อาจทำให้คุณต้องเสี่ยงเจอดวงภัยร้าย ตับวาย  ความอันตรายที่ควรทำความรู้จัก

ตับวายเฉียบพลัน ภัยร้ายที่มาไม่ทันตั้งตัว

หลายคนอาจยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับโรคตับวายเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่คุ้นเคยกับ ไขมันพอกตับ ตับอักเสบ หรือตับแข็ง แต่ตับวายนี้เป็นอีกหนึ่งภัยร้ายที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาเช่นกัน และมันมักจะมาแบบไม่ทันตั้งตัวอีกด้วย สาวกที่อินเลิฟกับยาพารา ปวดหัวตัวร้อน ปวดตัว ปวดข้อก็กินยาพารากันไว้ก่อน รู้แล้วอาจจะร้อนๆหนาวๆ เพราะเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ตับวายเฉียบพลันได้

การกินยาเกินขนาด โดยเฉพาะยาแก้ปวดที่รู้จักกันดีอย่างพาราเซตามอล ยาปฎิชีวนะ รวมไปถึงอาหารเสริมประเภทสมุนไพร และอาจเป็นเรื่องของการติดเชื้อไวรัสตับบีและซีก็เป็นได้ จึงทำให้ภาวะตับวายนี้เกิดได้อย่างรวดเร็ว โดยอาการที่พบมีทั้ง ตาเหลือง ท้องมาน จุกชายโครงขวา ไม่สบายตัว ซึ่งหากเกิดภาวะนี้ขึ้นอาจเสี่ยงถึงขั้นชีวิตเลยก็ว่าได้ อาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แม้คุณจะไม่เคยเป็นโรคตับมาก่อนก็ตาม

สัญญาณบ่งบอกว่า “คุณอาจกินยาเกินขนาด” 

  1. อาการระยะเริ่มต้น (1-24 ชม. แรก): มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และเหงื่อออกมาก นี่คือกลไกแรกที่ร่างกายพยายามบอกว่ามีสารพิษเข้าระบบมากเกินไป โดยเฉพาะหลังกิน “พาราเซตามอล” เกินขนาด

  2. อาการปวดท้องเฉพาะจุด: รู้สึกจุกแน่นหรือปวดตุบๆ บริเวณ ชายโครงขวา ซึ่งเป็นที่ตั้งของตับ เนื่องจากตับเกิดการอักเสบจนขยายตัวไปเบียดเนื้อเยื่อโดยรอบ

  3. สัญญาณดีซ่าน (Jaundice): เมื่อตับเสียหายหนักจนไม่สามารถขับ “บิลิรูบิน” (สารสีเหลือง) ออกได้ จะทำให้ ตาเหลืองและตัวเหลือง อย่างเห็นได้ชัด

  4. สีของขับถ่ายเปลี่ยนไป: ปัสสาวะจะมีสีเข้มจัด (คล้ายสีชาหรือน้ำโค้ก) และอุจจาระอาจมีสีซีดลง เนื่องจากน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ตามปกติ

  5. ภาวะสมองจากโรคตับ (Encephalopathy): หากตับวายเฉียบพลัน สารพิษ (เช่น แอมโมเนีย) จะหลุดเข้าสู่กระแสเลือดไปถึงสมอง ทำให้เกิดอาการมึนงง สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือหมดสติ

 ยา 4 กลุ่มเสี่ยงที่ทำให้ “ตับวายเฉียบพลัน” ได้บ่อยที่สุด

    • พาราเซตามอล (Paracetamol): ห้ามกินเกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน (8 เม็ดสำหรับขนาด 500 มก.) และ ห้ามกินติดต่อกันเกิน 5 วัน หากไม่จำเป็น

    • ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): ยาฆ่าเชื้อบางชนิด เช่น Amoxicillin-Clavulanate หรือยารักษาวัณโรค (Isoniazid) มีผลโดยตรงต่อการทำงานของเซลล์ตับ

    • สมุนไพรและอาหารเสริมที่ไม่ได้มาตรฐาน: ระวังสูตร “ยาต้ม ยาหม้อ” ที่อาจปนเปื้อนสเตียรอยด์หรือโลหะหนัก ซึ่งเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของตับ

    • ยาลดไขมัน (Statins): แม้จะเป็นยาที่ดี แต่อาจทำให้เอนไซม์ตับสูงขึ้นในบางราย โดยเฉพาะเมื่อกินร่วมกับยาอื่นหรือแอลกอฮอล์

การใช้ยาเพื่อรักษาเท่าที่จำเป็นจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดปัญหาตับแบบนี้ เสริมความแข็งแรงให้ตับด้วย เฮฟฟีก้า นวัตกรรม อาหารเสริมบำรุงตับ จากเบลเยียม ช่วยฟื้นฟูและ บำรุงตับ ปรับสมดุลองค์รวมของร่างกาย ลดความเสี่ยงในการเกิด โรคตับ ไม่ว่าจะไขมันพอกตับ ตับอักเสบ ตับแข็ง หรือปวดท้องข้างขวา ก็พร้อมดูแลให้คุณใช้ชีวิตต่อได้อย่างไม่ต้องกังวล

Hepheka ยินดีและพร้อมให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพตับรายบุคคล ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ตามช่องทางที่ท่านสะดวกติดต่อสนง.ใหญ่ที่
เราใช้คุกกี้เพื่อประสบการณ์และการให้บริการที่ดีที่สุดในการใช้งานเว็บไซต์แก่ท่าน หากดำเนินการต่อหรือปิดข้อความนี้ลง แสดงว่าท่านได้ยอมรับ