สาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย มะเร็งตับ นับเป็นอันดับหนึ่งในประเทศไทย เพราะไม่ค่อยแสดงอาการในช่วงแรก พอตรวจพบก็มักจะอยู่ในระยะที่ลุกลามได้อย่างรวดเร็วจนหนีไม่ทันซะแล้ว
มากกว่า 60️% ของคนเป็นโรคมะเร็งตับในประเทศไทยเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแบบเรื้อรัง ในขณะที่อีก 20% เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่มีภาวะตับอักเสบมานานมักจะคิดว่าไม่เป็นอะไร #ก็อยู่กันมาได้ตั้งนาน ทั้งที่จริงๆ แล้วโรคร้ายกำลังมาเยือนแบบเงียบๆ
เมื่อตับมีภาวะอักเสบ เซลล์ตับจะถูกทำลาย และเซลล์ตับที่ผิดปกติจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเซลล์มากกว่าปกติ จนเกิดเป็นก้อนเนื้อในตับ และอาจมีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปยังอวัยวะอื่นๆ ได้อีกด้วย ยิ่งถ้าตับเกิดพังผืดจนกลายเป็นภาวะตับแข็งร่วมด้วยแล้วยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งตับสูงตามไปด้วย
แม้ว่า โรคมะเร็งตับ ในระยะเริ่มต้นอาจพอมีทางรักษาให้หายขาดได้ แต่ด้วยช่วงแรกๆ โรคตับยังไม่ค่อยออกอาการ ส่วนใหญ่กว่าจะเจอว่าเป็นมะเร็งตับก็อยู่ในระยะลุกลามแล้ว ถึงตอนนั้นก็ทำได้เพียงประคับประคองเพื่อชะลอการแพร่กระจายและผลแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้น บวกกับตับเป็นอวัยวะสำคัญอันดับต้นๆ ของร่างกาย เมื่อตับทำงานไม่ได้ ก็ส่งผลกับทั้งร่างกายแบบจังๆ จึงเป็นเหตุว่าทำไมคนที่เป็นมะเร็งตับมักจะ #เสียชีวิตในระยะเวลาไม่นานการดูแลและป้องกัน “มะเร็งตับ” เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ตั้งแต่วันนี้ เพราะมะเร็งตับมักไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เป็นผลสะสมจากพฤติกรรมและโรคเรื้อรังที่ปล่อยไว้นาน เช่น ตับอักเสบ ไขมันพอกตับ หรือการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
มาดูวิธีการดูแลและป้องกันโรคตับกัน
1. ตรวจสุขภาพและค่าตับเป็นประจำ
- ตรวจเลือดดูค่า AST, ALT, GGT, AFP อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
- สำหรับผู้ที่มีประวัติเป็น ไวรัสตับอักเสบบี หรือซี, ควรตรวจ อัลตราซาวนด์ช่องท้อง ทุก 6 เดือน
- การตรวจพบความผิดปกติแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดโอกาสกลายเป็นมะเร็งตับได้มาก
2. ป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี
- ฉีดวัคซีนป้องกัน ไวรัสตับอักเสบบี ครบตามกำหนด
- หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน, มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน, หรือสักตามร้านที่ไม่สะอาด
- หากเคยติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบซี, ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยเร็ว เพราะปัจจุบันสามารถรักษาให้หายได้
3. ปรับพฤติกรรมการกิน
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มี สารก่อมะเร็ง เช่น อาหารปิ้งย่าง ไหม้เกรียม อาหารบูด หรือถั่วเก็บไว้นานที่มีเชื้อรา (อะฟลาทอกซิน)
- ลดอาหาร มันจัด หวานจัด และแปรรูป ที่เพิ่มความเสี่ยง “ไขมันพอกตับ”
- เพิ่มอาหารที่ช่วยบำรุงตับ เช่น
- ผักใบเขียว, บล็อกโคลี, กระเทียม, ขมิ้นชัน
- ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น มะนาว, แอปเปิล, เบอร์รี
4. งดเหล้าและบุหรี่โดยเด็ดขาด
- แอลกอฮอล์ เป็นตัวการหลักที่ทำให้ตับอักเสบจนกลายเป็นตับแข็งและมะเร็งตับ
- บุหรี่ มีสารพิษกว่า 7,000 ชนิด ที่กระตุ้นการกลายพันธุ์ของเซลล์ในตับ
5. รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์
- ผู้ที่มีภาวะอ้วน หรือไขมันพอกตับ มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า
- ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาที/วัน ช่วยลดไขมันในช่องท้องและไขมันใน
6. พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียดตับ
- เวลานอน (โดยเฉพาะช่วง 23.00 – 02.00 น.) เป็นช่วงที่ตับฟื้นฟูตัวเอง
- หากนอนน้อยหรือเครียดสะสม ตับจะทำงานหนักจนเกิดการอักเสบและฟื้นฟูได้ไม่เต็มที่
7. เสริมด้วย เฮฟฟีก้า ที่มีผลการศึกษาวิจัยในมนุษย์ซึ่งเป็นที่ยอมรับในทางการแพทย์ว่าสารสกัดจากพรูนัสมูเม่ในเฮฟฟีก้ามีฤทธิ์ช่วยป้องกันและลดการอักเสบของเซลล์ตับ ต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเกิดมะเร็งตับ และส่งเสริมการทำงานของตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่ารอให้สายเกินไป หยุดยั้งภาวะตับอักเสบด้วยเฮฟฟีก้า คำตอบหนึ่งเดียวของสุขภาพตับดี


